สำนักปฏิบัติธรรมอาทิจฺจวํโสเชียงดาว · เชียงใหม่
อาทิจฺจวํโสARTITJAWANGSO
ธรรมะคำสอน

การปฏิบัติจิต

ขนาดตัวอักษร

การปฏิบัติจิต

 
พิจารณาธรรม วันอังคารที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖
เวลา ๒๐.๒๗ น.

 

                การปฏิบัติ ผู้รู้ทั้งหลายให้อยู่ในที่สงบสงัด ให้หลบหลีก ปลีกตัว ! ไม่ควรอยู่ในที่จอแจ ในที่ใกล้ท่าน้ำ ที่อันผู้หญิงชายพลุกพล่าน ในสำนักที่กำลังก่อสร้างซ่อมแซม

                พิจารณาดูแผลที่ถูกมีดบาดเพียงเล็กน้อย ควรจะหายด้วยยาไม่นาน เมื่อถูกกระทบกระเทือนจากสิ่งต่างๆ อยู่เสมอ ย่อมกำเริบทั้งที่ยังรักษาอยู่ ใจก็เหมือนแผลที่ต้องการรักษา และมีการกำเริบได้ด้วยการสัมผัสสัมพันธ์อยู่เสมอ จิตเริ่มฝึกหรือฝึกหัดมานาน ถ้ายังไม่ได้หลักเกณฑ์พอไว้ใจได้อย่างเต็มภูมิ ย่อมมีทางกำเริบได้เหมือนกันกับแผลใหม่ แผลเก่า นั่นเองถ้าไม่ระวังรักษา

                การระวังรักษาเป็นความไม่ประมาททั้งผู้เริ่มใหม่หรือผู้ปฏิบัติมานานแล้ว ทนงตนเป็นกรรมฐานเก่า ฝึกอบรมมานานแล้ว เข้าไหน เข้าได้ เป็นความประมาทจน “ด้าน” ทุกวันนี้มีข่าวอยู่เสมอ

                ตนสอนตนให้ตนเป็นก่อน มองตน เห็นตนเท่านั้น ที่ทำตน ถูกผิด ดีชั่ว รู้เท่าทันตนเป็นการระวังจิตตน ไม่จัดนั่นทำนี่ สร้างโน่น ไม่พิจารณาอันเป็นงานของชาวโลกที่เขาทำกัน ไม่ใช่งานของผู้หลุดพ้น ภาวนาสอนใจดูกิเลสของตน ดูจิตที่ฟุ้งซ่าน ฟุ้งเฟ้อของตนที่จะเกี่ยวเนื่องวุ่นวายจนเป็นสิ่งเสพติด จิตตกเป็นทาสของอารมณ์ คิดเข้าข้างตนเองว่าต้องจัด ต้องทำ อยู่สงบไม่ได้ กิเลสเร่าร้อนรบกวน ต้องเที่ยวไปทำกิจนั่นกิจนี่ พอรู้สติ พอรู้อารมณ์ก็สงบชั่วคราว เสร็จแล้วเดี๋ยวก็กวนอีกแล้วก็เวียนไปทำอีก อยู่อย่างนี้เป็นประจำ


                ธรรมอะไร? เป็นธรรมที่รู้ รับรู้ เป็นธรรมที่ต้านทาน เป็นธรรมที่ต่อสู้ ธรรมที่หลบลี้  ธรรมคืบหน้ากล้าตายในสงครามต่อสู้ระหว่างจิตกับกิเลส

                ธรรมนั้น คือ สติ ขาดสติอย่างเดียวก็ทำอะไรไม่ได้ ควรฝึกให้มีสติและบำรุงสติให้มีมากขึ้น ธรรมทุกขั้นเบื้องต้น ท่ามกลาง สูงสุด อาศัยสติกับผู้รู้ สัมปชัญญะทุกขั้นภูมิจิต ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาฉลาดรู้เพราะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ท่านผู้รู้ทั้งหลายมองไม่เห็นธรรมใดที่เด่นชัดฝังลึกในใจขนาดไหน สติสัมปชัญญะระลึกรู้ขุดเอาขึ้นมาได้  เอาขึ้นมาเป็นอารมณ์ให้ใจได้พิจารณา แยกแยะจนเป็นธรรมารมณ์ติดอยู่กับใจ เป็นเป้าหมายของวิปัสสนา

                อารมณ์กิเลสเป็นตัวทำลายความสงบใจ เป็นข้าศึกภายใน ต้องมีสติสัมปชัญญะให้เข้มข้น มีพลังเข้มแข็ง เกิดปัญญา ระงับดับความรู้สึกของอารมณ์เสียได้

                กิเลส ทำให้ลุ่มหลงมัวเมา ทำให้ขาดสติหลงลืมภาระหน้าที่ สติความระลึกได้ ถ้าระลึกไม่ได้ก็หลง หลงนั้นเป็นโมหะอวิชชา

                การทำวิชชาให้เกิดขึ้น ต้องทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ทำให้เกิดเจริญขึ้นทุกขณะจิต จึงรู้จิตรู้กิเลส รู้สติรู้กิเลส รู้ก็สงบ จิตกับกิเลสก็สงบไปด้วยกัน เพราะระลึกคือสติสงบ  เมื่อสติสงบ รู้กิเลสเด่นชัด รู้นี้เป็นสัมปชัญญะ หมายถึงรู้ตัวทั่วพร้อม ทั้งจิต สติสัมปชัญญะและกิเลส ความไม่มีจุดหมายปลายทาง ความมัวเมาลุ่มหลง เพราะไม่มีรู้สัมปชัญญะนั่นเอง จึงไม่รู้จักมรรคจิตให้ถึงที่หมาย คือนิพพาน รู้แล้วละ! ผ่านไปทุกขั้นตอนรู้ของอารมณ์สัมปชัญญะ รู้ระงับถอดถอนทุกขณะจิต รู้แล้วละ! ทำหน้าที่ของการหลุดพ้น เช่นไม่รู้ก็ไม่ละ ! เมื่อไม่ละก็ไม่หลุด ! รู้ละจึงหลุดไปจากจิตใจ ผู้รู้หรือรู้นี้ไม่มีอะไรผูกมัด รู้ได้ไม่มีจำกัด ความที่รู้รู้นั้นเป็นสัพพัญญู รู้ไปทุกสิ่ง รู้ก่อนแล้วจึงระลึก ระลึกก่อนรู้ มันหลง มันติด เพราะระลึกไม่ได้ถ้าไม่มีสัมปชัญญะรู้

เนื้อหาจากคลังเว็บไซต์อาทิจฺจวํโสเดิม · หากประสงค์จัดพิมพ์เผยแพร่ กรุณาติดต่อสำนักฯ ก่อนดำเนินการ
ภาพกิจกรรมของสำนักปฏิบัติธรรม