ความรู้พร้อมกับความรู้ไม่พร้อม
ขนาดตัวอักษร
ความรู้พร้อมกับความรู้ไม่พร้อม
พิจารณาธรรม วันพฤหัสบดีที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๖
เวลา ๑๒.๑๙ น.
ผู้มีความรู้พร้อม คือได้ศึกษาสดับรับฟังมามาก พร้อมมีสติปัญญา ศรัทธาความเพียร เป็นเครื่องประกอบช่วย ได้บำเพ็ญทานในทานนอก ศีลในศีลนอก ภาวนาในภาวนานอก เป็นสันตติ เนื่องนำเป็นปกติ ศีล สมาธิ ปัญญาจึงพร้อมสมบูรณ์ จะทำหน้าที่ให้สำเร็จดังใจ ปรารถนาต้องการ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่ทำให้ใจมีอุปสรรค เป็นที่กีดกันหรือเป็นอันตราย กลับช่วยให้เกิดประโยชน์มากมาย
จะทำให้เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่ต้องรับพิษคือโทษ มาเป็นธรรมารมณ์เกาะกินใจ เมื่อได้เห็นรูปงาม เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสอันถูกใจก็เห็นเป็นสิ่งชั่วคราว ไม่คงทนถาวร ทั้งรูปภายในภายนอก เสียงภายในเสียงภายนอก กลิ่นภายในกลิ่นภายนอก รสภายในรสภายนอก สัมผัสภายในสัมผัสภายนอก ธรรมารมณ์ภายในธรรมารมณ์ภายนอก รู้ซึ้งถึงอารมณ์อันเป็นสมุทัยรากเหง้าแห่งอาสวะตัณหาทั้งปวง ก่อให้เกิดกรรม การกระทำ ปรุงแต่งทั้งปวง ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว ทำให้มีความสั่งสม เคยชิน เป็นอนุสัย วาสนา ก่อให้เกิดบุญบาป เป็นไปตามสมัยการโอกาส เห็นรู้ทุกขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาเข้าใจชัดไม่ประมาทอารมณ์ ไม่ประมาทอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตั้งมั่นอยู่ในความยุติธรรม ไม่มีอารมณ์ลำเอียงเพราะรักใคร่ ไม่มีอารมณ์ลำเอียงเพราะโกรธ ไม่มีอารมณ์ลำเอียงเพราะหลง ไม่มีอารมณ์ลำเอียงเพราะกลัว จึงไม่มีอารมณ์ดีใจอารมณ์เสียใจ ใจอยู่เหนือเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ต้องอุเบกขา อารมณ์รู้เกิดขึ้น อารมณ์รู้ผ่านไป มีอารมณ์สงบระงับและอารมณ์สลดสังเวช ด้วยรู้อารมณ์ตามเป็นจริงทุกระยะการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เป็นธรรมชาติ ธรรมดาทั้งหมด มีสติสัมปชัญญะผ่องใส มีใจสดชื่น เพราะไม่มีอารมณ์ทุกข์ และไม่ห่วงอารมณ์ จึงไม่มีความกังวล รู้ถึงสมมุติโลก รู้สมมุติปรมัตถ์ธรรม ทั้งสมมุติ ทั้งปรมัตถ์ ก็เป็นเพียงสมมุติอารมณ์ในขณะนั้น ในกาละนั้น ในสมัยนั้น ในโอกาสนั้น
จึงคลายความปรารถนารักใคร่ อารมณ์รูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ หายโลภอารมณ์ หายโกรธอารมณ์ หายหลงอารมณ์ หายกลัวอารมณ์ หมดความยึดถือเสียได้ในอารมณ์ จิตเย็นสงบไม่เร่าร้อนอ่อนไหว เพราะความเข้าใจในธรรม คือ อารมณ์นั้นเอง ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสแก่พระภิกษุรูปหนึ่ง ให้รักษาใจอย่างเดียว ไม่ให้อารมณ์รบกวนจิตใจได้ จิตก็บริสุทธิ์สะอาด เพราะปราศจากขยะอารมณ์ มะเร็งอารมณ์นั่นเอง
การเสื่อมเสียทั้งหลาย เสียศีล เสียธรรม เสียพรหมจรรย์ เพราะจิตมีอารมณ์ไม่บริสุทธิ์นั่นเอง อารมณ์ทั้งหลายมีทุกข์แทรกอยู่ จึงปล่อยให้อารมณ์ผ่านไปพ้นไปจากความรู้สึก
นักปฏิบัติพึงเอารูปอารมณ์เป็นมรรค เป็นทาง เพราะเป็นรูปหยาบ พิจารณาได้นาน เพ่งเพื่อรู้เพื่อละได้นาน เกิดสติปัญญารู้ความไม่คงทนได้ชัด รูปนี้เป็นทุกข์ จึงอาศัยรู้ทุกข์ในรูป เห็นทุกข์จริงๆ รูปนั้นปรากฏให้เห็นแล้วรูปนั้นก็หายไป อนัตตาปรากฏแต่ความติดใจในรูปมีอยู่ จึงเป็นทุกข์เพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ก็เป็นอย่างเดียวกัน ทั้งรูปอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ประณีตขนาดไหน ก็เช่นเดียวกัน ที่เรียกว่า สุขุมรูป เหมือนต่อมน้ำในเวลาฝนตกเกิดแล้วก็ดับไป เหมือนดังพยับแดดระยิบระยับสวยงามดูคล้ายจริง ทั้งรูปร่าง ลักษณะ เป็นภาพมายาเข้าใกล้ได้รู้ ดูก็ว่างเปล่า หาแก่นสารตัวตนไม่ได้
จึงทราบชัดทุกข์ทั้งหลาย เกิดขึ้นด้วยความรู้ไม่พร้อม เกิดเข้าใจผิดเพราะไม่รู้จริง เห็นไกล คิดไกล ฝันไป พอใจ ถูกใจ ติดใจ มีความผูกพันมั่นหมาย ครั้นเข้าใกล้ได้รู้เห็นภายใน รู้ความเป็นจริง ว่าท้ายที่สุดก็เสื่อมสลายหายเปล่า ไม่มีอะไร สุดท้ายว่างเปล่า เหมือนผู้เดินทางไกลไปสุดหนทางแล้ว ก็ว่างเปล่า ชีวิตนี้ก็เช่นเดียวกัน สุดก็ทอดทิ้ง ว่างเปล่า ถูกหมา แร้งกา นกตระกุม จิกเจาะ หนอนชอนไช ไม่มีญาติพี่น้องคนใดอยู่ไล่ ห้ามปราม ปล่อยตามยถากรรม ต้องทำใจตายเสียก่อนตาย คนตายไม่มีอารมณ์รู้สึก เมื่อมีอารมณ์มาเราตายไปจากอารมณ์ ที่เรียกว่าหมดลม หรือหมดอารมณ์ อยู่ใกล้อารมณ์หรืออยู่ไกลอารมณ์ จะเห็นอย่างไร จะรู้อย่างไร จะพอใจ ไม่พอใจ ก็อยู่ที่ใจมีอารมณ์นั่นเอง จะมีมาก มีปานกลาง มีน้อย เล็กน้อยขนาดไหน ก็มีอารมณ์นั้นเอง สติปัญญา ความสามารถ พอรู้พร้อม หรือความรู้ไม่พร้อม
ความเคยชินกับอารมณ์ มีรูปเป็นต้น เป็นเหตุให้หลงติดในรูป ทั้งที่รูปนั้นเป็นเพียงรูปถ่ายมาจากรูปจริง ก็เพ้อคลั่งหลงใหลไม่เป็นอันกินอันนอน จับเจ่าเศร้าหมอง เป็นทุกข์เพราะมีความกังวล ห่วงหาอาลัยอารมณ์นั้นอยู่ ถ้ามีปัญญารู้พร้อมทั่วถึง รู้เห็นความสิ้นไปเสื่อมไปของอารมณ์แก่ อารมณ์เจ็บ อารมณ์ป่วยไข้ อารมณ์ตายไป หายไปกับอารมณ์ ทนทุกข์ทรมานกับอารมณ์ ทุกหนทุกแห่ง ทุกกาลสถานที่ ไม่ว่างเว้น เด็ก หนุ่มสาว แก่เฒ่า ยาจก วณิพก พระมหาราชา อำมาตย์ เศรษฐี คฤหบดี สมณะ พราหมณ์ ชี ฤาษี นักสิทธิ์ ตกอยู่ในวงจรอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ทั้งภายในตัวเรา ทั้งภายนอกผู้อื่น สัตว์อื่น รู้พร้อม เฉพาะด้วยศรัทธา ปัญญา ความเพียร เชื่อมั่น รู้แน่ เพียรรู้ จึงรู้ได้รอบคอบ ของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของรูป-เสียง-กลิ่น-รส-โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ และตั้งอยู่ชั่วครู่ ชั่วกาล ชั่วระยะเวลา ที่ตั้งใจไว้และความสิ้นเสื่อมสูญสลาย มีอยู่ในขณะหรือขนาดเดียวกัน
เพราะจิตมีอารมณ์ต่างๆ สันตติต่อเนื่องหลากหลายของอารมณ์ จึงฟุ้งซ่าน เดือดร้อนรำคาญ เพราะสติจะลึกจมอยู่กับอารมณ์เดียว จึงมีสภาพคล้ายผู้มีความสงบ ต่างกันเพราะเงียบเหงา เศร้าสร้อย เป็นทุกข์ ชอบอยู่ผู้เดียว หลบอยู่ผู้เดียว ผู้รู้สงบ เพราะห่างไกลความทุกข์ เปลี่ยนทุกข์มาเป็นธรรม รู้ทุกข์ รู้ธรรม สมุทัย ตัณหา อยากในอารมณ์ ก็เป็นทุกข์ เพราะอารมณ์คิดไปเอง ตั้งรู้สติ พิจารณารู้ทุกข์ รู้สมุทัยให้เกิดทุกข์ การพิจารณารู้อย่างนี้เป็นมรรค เข้าใจทุกข์ทันที ปลดทุกข์ทันที ปลดอารมณ์ทันที เข้าถึงความดับทุกข์ทันที นิโรธะ ความดับทุกข์เกิดขึ้นทันที
เนื้อหาจากคลังเว็บไซต์อาทิจฺจวํโสเดิม · หากประสงค์จัดพิมพ์เผยแพร่ กรุณาติดต่อสำนักฯ ก่อนดำเนินการ